ชี้อนาคตภาษากะเหรี่ยงสูญหาย เหตุระบบการศึกษาทอดทิ้งหลักสูตรท้องถิ่น

ชี้อนาคตภาษากะเหรี่ยงสูญหาย เหตุระบบการศึกษาทอดทิ้งหลักสูตรท้องถิ่น ตัดขาดรากเหง้าทางวัฒนธรรม จี้ ศธ.ระงับแผนยุบโรงเรียนขนาดเล็ก 5 พันแห่ง หวั่นกระทบวิถีชีวิตชาวไทยภูเขาล่มสลาย ยกไร่หมุนเวียนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

นางเตือนใจ ดีเทศน์ ศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชาวไทยภูเขา (ศอข.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อติดตามและประสานงานการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูชีวิตกะเหรี่ยง โดยมีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ และประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือถึงแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยง ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553


 ในฐานะที่ตนเป็นกรรมการชุดนี้ ได้เสนอเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขคือ การฟื้นฟูรากเหง้าทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและภาษาชนเผ่ากะเหรี่ยง (ปกากะญอ) รวมทั้งชาวไทยภูเขาชนเผ่าชาติพันธุ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะภาษาพื้นถิ่นมีความเปราะบางและเสี่ยงที่จะสูญหายภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี เนื่องจากระบบการศึกษาในปัจจุบันตัดขาดรากเหง้าทางวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา เด็กไม่ได้เรียนภาษาพื้นถิ่นในโรงเรียนรัฐ ชุมชนต้องจัดศูนย์การเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่นขึ้นเอง แต่ก็มีปัญหาด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

นางเตือนใจ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการมีแผนที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศจำนวน 5,000 แห่ง ซึ่งตนเป็นห่วงว่าจะเกิดผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขา คาดว่าจะมีโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดารทางภาคเหนือไม่น้อยกว่า 2,600 แห่งถูกยกเลิก ทำให้พ่อแม่และเด็กชาวไทยภูเขาต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เช่น เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้น ครอบครัวมีเวลาพูดคุยกันน้อยลง ทำให้มีโอกาสสูงที่ภาษากะเหรี่ยงและชนเผ่าต่าง ๆ จะสูญหายไปในอนาคตอันใกล้นี้

         "โรงเรียนขนาดเล็ก ๆ มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของชาวไทยภูเขา ไม่ควรที่จะยกเลิกแล้วหันไปสร้างโรงเรียนใหญ่ ๆ ซึ่งจะเพิ่มภาระนักเรียนและพ่อแม่ให้มีชีวิตยากลำบากมากขึ้น ดิฉันจึงเสนอคณะกรรมการฯ ฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงว่าไม่ควรยุบโรงเรียนขนาดเล็ก หากจำเป็นจะต้องทำจริง ๆ ก็ควรพิจารณาความจำเป็นแต่ละโรงเรียน ถ้ารัฐบาลเร่งยุบโรงเรียนขนาดเล็กก็จะยิ่งทำให้วิถีชีวิตชาวไทยภูเขาล่มสลายเร็วมากยิ่งขึ้น" นางเตือนใจกล่าว และว่า ควรจะให้เด็กชาวเขาที่เรียนจบแล้วได้รับการบรรจุเป็นครูสอนภาษากะเหรี่ยงเพื่อสืบทอดภาษาท้องถิ่นให้คงอยู่ ซึ่งจะทำให้วิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาได้รับการอนุรักษ์ด้วย

นอกจากการแก้ไขปัญหาการศึกษาของกลุ่มชาวไทยภูเขาแล้ว ในที่ประชุมยังพิจารณาสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ด้านที่ดินทำกิน โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ศึกษาเขตวัฒนธรรมพิเศษเช่นเดียวกับชาวเลอันดามัน และจะนำผลการศึกษาเรื่องไร่หมุนเวียนไปผลักดันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และด้านสัญชาติไทยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบที่จะเร่งออกบัตรประชาชนแก่ชาวไทยภูเขา

"การผลักดันนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงให้สำเร็จเป็นรูปธรรม หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานอย่างบูรณาการ ที่ผ่านมายังไม่มีการเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติ และเพิ่งจะเริ่มประชุมกันเมื่อเร็ว ๆ นี้" นางเตือนใจกล่าว

ด้านนายสมชาย เสียงหลาย ปลัด วธ. กล่าวถึงปัญหาชาวไทยภูเขาว่า ศูนย์การเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่นมีปัญหาไม่ได้รับสนับสนุนงบประมาณรายหัว ขาดแคลนครูผู้สอนและอุปกรณ์การเรียนการสอน เนื่องจากไม่ได้สังกัดหน่วยงานใดของรัฐ 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์เพื่อรักษาวัฒนธรรม ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด นอกจากนี้ยังมีวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายเรื่องที่ส่อว่าจะสูญหาย เพราะเด็กไม่ได้เรียนรู้และสืบทอดอย่างจริงจัง ตนเห็นว่าการประเมินสูตรท้องถิ่นของชาวไทยภูเขาควรมีรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับโรงเรียนตาดีกาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

"ผมเห็นว่าควรโอนศูนย์การเรียนรู้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล ซึ่งจะต้องมีการศึกษาความเหมาะสม พร้อมทั้งจะนำปัญหาที่เกิดขึ้นไปศึกษาหาแนวทางแก้ไข รวมถึงนำเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป" นายสมชายกล่าว

ที่มา kapook.com

กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ร้องขอรัฐบาลใหม่ใส่ใจการศึกษา


กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ร้องขอรัฐบาลใหม่ใส่ใจการศึกษา พร้อมปรับหลักสูตรท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

มื่อวันที่ 26 พ.ค.นายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา”แม่ฟ้าหลวง” หมู่บ้านหนองมณฑา ชุมชนชาวกะเหรี่ยงชนเผ่า ปกาเกอะญอ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดให้ วธ. เป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานติดตามและฟื้นฟูวิถีชีวิตชนเผ่าชาติพันธุ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จึงได้มาร่วมรับฟังข้อมูลและปัญหาของชนเผ่าดังกล่าว

โดยพบว่า ศูนย์การเรียนดังกล่าว จัดตั้งขึ้นโดยสมาคมอิมเปค และไม่ได้สังกัดภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จึงส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนหลายอย่าง เช่น ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเงินรายหัวเด็กนักเรียน ขาดแคลนครูผู้สอน ขาดอุปกรณ์การเรียน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันศูนย์ดังกล่าวมีครูเพียง 4 คน ซึ่ง 3 คนมาจากสมาคมที่ให้การสนับสนุน ส่วนอีก 1 คน มาจาก กศน.ดังนั้น ทางชุมชนจึงอยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของการส่งเสริมการศึกษาของกลุ่มชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยส่งครูมาสอนรวมทั้งอุดหนุนงบประมาณค่ารายหัว และค่าตอบแทนครูให้มากขึ้นด้วย

นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ศูนย์การเรียนชุมชนยังประสบปัญหาเรื่องการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กำหนด โดยเฉพาะหลักสูตรท้องถิ่นที่กำหนดว่า จะต้องจัดการเรียน 30%นั้น พบว่า หลักสูตรท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์มีเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงไม่สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินที่ศธ.กำหนด

รวมทั้งเรื่องราวท้องถิ่นจะถูกบูรณาการไปในหลักสูตรแกนกลาง ทำให้วิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายเรื่องส่อแววที่จะสูญหาย ส่งผลให้โรงเรียนในท้องถิ่นจะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกันเอง โดยให้ผู้รู้ในชุมชนมาประเมินหลักสูตรท้องถิ่นที่โรงเรียนจัดขึ้นเองเพื่อเด็กจะได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมอย่างจริงจังและตรงกับพื้นที่ ดังนั้น ตนเห็นว่า การประเมินหลักสูตรท้องถิ่นของชนเผ่าชาติพันธุ์ควรจะมี เกณฑ์การประเมินลักษณะพิเศษ โดยยึดสภาพความเป็นจริงของคนในพื้นที่เป็นหลัก เช่นเดียวกับโรงเรียนตาดีกา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ในฐานะที่ วธ. เป็นเจ้าภาพในการติดตามประเมินการให้ความช่วยเหลือในกลุ่มชาติพันธุ์ ผมจึงได้เสนอแนวทางให้ชุมชนไปว่า ชุมชนจะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องหลักสูตรท้องถิ่นหรือจะโอนศูนย์การเรียนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล ซึ่งจะต้องมีการตกลงหรือศึกษาความเหมาะสม พร้อมทั้งจะนำปัญหาที่เกิดขึ้นไปศึกษาหาแนวทางแก้ไข รวมถึงนำเสนอปัญหาต่อรัฐบาลชุดใหม่ ในการร่วมกันแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”ปลัดวธ.กล่าว

ที่มา เดลินิวส์ ภาพประกอบจาก culture.go.th

ผมเป็นคนปกากะญอ


    ผมสืบเชื้อสายมาจากคนปกาเกอะญอ พ่อแม่ ปู่ย่าตายายของผมก็เป็นคนปกาเกอะญอด้วยเช่นกัน ครอบครัวของผมอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศพม่า ที่นั่นมีทุ่งนาสีเขียวและลำห้วยใหญ่พาดผ่านกลางหมู่บ้าน พอตกเย็นเพื่อนบ้านที่เดินกลับจากทำไร่ไถนาก็จะส่งยิ้มให้ผมและพี่น้องที่นั่งเล่นกันอยู่ที่ชานบ้าน เวลานั้นเราพี่น้องยังเด็กเกินกว่าจะรับรู้เรื่องราวใด ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า ทุกวันของเรามีเพียงแต่ความสุขที่มาจากชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านแห่งนี้

เดือนธันวาคมในปีที่ผมอายุครบ 11 ขวบ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างรอคอยเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง
แต่ก่อนคริสต์มาสไม่กี่วัน เรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีคนนำข่าวมาบอกว่า พี่ชายคนโตของผมซึ่งเป็นทหาร
ถูกทหารรัฐบาลพม่าฆ่าตาย และเราเศร้าโศกกับเหตุการณ์เกิดขึ้นจนไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องนี้อีก ต่อมาไม่นาน ทหารกองทัพพม่าเคลื่อนพลเข้ามาใกล้หมู่บ้านเรา พวกเขายิงปืนใหญ่เข้ามาในหมู่บ้าน กระสุนปืนถูกพี่ชายอีกคนของผมตาย พ่อแม่ของผมกลัวว่าพวกเราจะได้รับอันตราย ท่านบอกกับเราว่า "เราจะต้องหนีไปเมืองไทย"

หลังเดินทางมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละได้ไม่นาน ผมรู้สึกว่าสังคมในค่ายผู้ลี้ภัยไม่เหมือนกับหมู่บ้านของผม
คนที่นี่แตกแยกกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย บางคนน้อยใจที่เกิดมาเป็นคนปกาเกอะญอ บางคนอายที่จะบอกกับใคร ๆ ว่าตัวเองเป็นคนปกาเกอะญอ บางคนดูถูกชนชาติของตัวเองและคิดว่าหากเกิดมาเป็นคนชาติอื่นจะดีกว่า ด้วยความเป็นเด็กทำให้บางครั้งผมก็อดคิดคล้อยตามกับพวกเขาไม่ได้

   จนเมื่ออายุได้ 19 ปี ผมเดินทางกลับไปยังฝั่งพม่าเพื่อหางานทำ และทำบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าหน้าที่ที่ทำบัตรถามผมว่า "เป็นคนเผ่าไหน" ผมตอบตามจริงว่าเป็นคนปกาเกอะญอ คำตอบของผมทำให้ผมต้องพบกับถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามต่าง ๆ นานา แม้กระทั่งคำพูดที่ว่า "คนเชื้อสายนี้ไม่ควรเรียกตัวเองว่า "คน" สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าคนปกาเกอะญอไม่ว่าจะอยู่บนแผ่นดินไหน ก็เหมือนคนที่ไม่มีที่ให้ยืนอย่างมีศักดิ์ศรี
แต่ ตั้งแต่วันนั้นหากมีใครถามว่า "ผมคือใคร" เจ็ดครั้งสิบครั้ง คำตอบทั้งเจ็ดครั้งสิบครั้งก็คือ "ผมเป็นคนปกาเกอะญอ"


ที่มา thaingo.org

ครูเจต บุญเป็ง ชีวิตนี้เพื่อชนเผ่าปกากะญอ


มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ คันหนึ่ง ซึ่งผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝนตามเส้นทางลาดชันของดอยต่าง ๆ มาหลายพันกิโลเมตร ได้นำพาชีวิตของครูชาวปกากะญอคนหนึ่ง ไปสร้างชีวิต และปลูกจิตสำนึกให้กับเด็ก ๆ และเยาวชนอีกนับร้อยนับพัน เพื่อไม่ให้ลืมรากเหง้า และวิถีชีวิตของตัวเอง และนี่คือเรื่องราวดี ๆ ของ "ครูเจต บุญเป็ง" ลูกหลานชนเผ่าปกากะญอแห่งหมู่บ้านริมลำน้ำกก จังหวัดเชียงราย

"จำนวนคนกะเหรี่ยงที่เรียนจบปริญญาตรีสูงมาก แต่การไปใช้ชีวิตแบบคนในเมือง ทำให้เด็ก ๆ ของเราลืมรากเหง้าและวิถีบรรพบุรุษ ไปหลงยึดติดในสังคมวัตถุนิยม" นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไม ครูเจต บุญเป็ง จึงเลือกที่จะควบมอเตอร์ไซค์คู่ใจ พร้อมกับเสื้อสีแดงแบบปกากะญอที่เรียกว่า "เชกวา กวอ" ซึ่งบ่งถึงความเป็นชาติพันธุ์ ตระเวนไปตามดอยต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เผ่าชนถูกกลืนหายไปกับกระแสของความแก่งแย่งในเมือง โดยมีศาสนาคริสต์ที่ครูเจตนับถือเป็นเครื่องชี้นำทาง


ครูเจต เล่าว่า จริง ๆ แล้วแต่ก่อนตัวเองก็เป็นหนึ่งคนที่สนุกกับชีวิตในเมือง มัวแต่สร้างเนื้อสร้างตัวให้ตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาหันกลับมามองตัวเอง และคิดได้ว่าชีวิตทางโลกไม่จีรัง เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตของตัวเองด้วยการเดินทางมาอาศัยอยู่ที่บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลที่สุด และคนในหมู่บ้านนี้ยังยึดถือขนบธรรมเนียมดั้งเดิมอยู่กว่า 90% โดยมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่า หากมีแต่ศรัทธา แต่ไม่มีเงิน เขาจะใช้ชีวิตอยู่ได้ไหม


ก้าวแรกของครูเจต เริ่มต้นด้วยการขับขี่รถคู่ใจเข้าไปตามซอกหลืบของหุบเขาต่าง ๆ ที่มีหมู่บ้านซุกซ่อนตัวอยู่ โดยเอาความเป็นลูกหลานปกากะญออย่างเต็มตัวเป็นเครื่องผูกมิตรไมตรีกับชาวบ้านปกากะญอตามพื้นที่ต่าง ๆ และด้วยสถานภาพอดีตครูพละของครูเจต ทำให้เขาคิดจะฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งกีฬา จึงได้เปิดโครงการฝึกกีฬาขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านนำลูกหลานมาฝึกกีฬากับเขา และเขายังจะช่วยส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาอีกด้วย

การตระเวนบอกข่าวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ของครูเจต ได้รับผลตอบรับดีเยี่ยม ชาวบ้านหลายคนเห็นด้วยกับโครงการนี้ ทำให้ครูเจตเกิดแรงฮึด คิดว่าจะต้องเดินทางไปกระจายข่าวนี้ให้ได้มากที่สุด นั่นจึงทำให้ ครูเจต ต้องออกเดินทางไปยังอำเภอต่าง ๆ ในเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลงใต้ไปไกลถึงจังหวัดตาก รวมระยะทางหลายร้อยหลายพันกิโลเมตร ด้วยรถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ เพียง 1 คัน ซึ่งซ่อมไป ขับไป โดยหวังจะบอกข่าวสารโครงการของเขาในหมู่บ้านปกากะญอต่าง ๆ ให้มากที่สุด ซึ่งหากใครสนใจให้มาเจอกันตามนัดหมายที่บ้านจันทร์

"หลังจากตระเวนแจ้งข่าว เราก็กลับมาบ้านจันทร์ ไปกู้เงินมาสองหมื่นบาทเตรียมไว้รองรับเด็ก ๆ ตั้งใจว่าจะหาของดี ๆ มาให้เด็ก ๆ กินตลอดการฝึกหนักในช่วงอาทิตย์แรก แต่ปรากฏว่าถึงวันนัดหมาย 20 มีนาคม 2552 เราก็รออยู่จนมืดไม่มีใครพาลูกมาหาเราสักคนเดียว" ครูเจต เล่าให้ฟัง

เหตุการณ์วันนั้นทำให้ครูเจตต้องนอนน้ำตาร่วงอยู่ข้างมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะไม่มีเด็กมาฝึกสอนกับเขา เพราะกลัวความยากลำบาก แต่เป็นเพราะมีคนพูดว่า ชาวปกากะญอหลายชุมชนไม่กล้าใส่ชุดชนเผ่าเพราะอาย และอยากทำตัวให้กลมกลืนไปกับคนเมือง หลายคนเคยพูดให้ครูเจตได้ยินว่า "ทำไมลูกชายยังใส่เสื้อกะเหรี่ยง อุตส่าห์ไปเรียนจนได้ปริญญา"



อาหารชนเผ่าพื้นเมือง

เมื่อชนเผ่าลาหู่กับคนเมือง พร้อมเพรียงกันขึ้นมาจัดการความขัดแย้งในการอยู่ร่วมกัน


สถานการณ์ปัญหาการพัฒนาสังคมไทยกว่า 50 ปีผ่านมา นับตั้งแต่ประเทศไทยได้ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ เริ่มตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504 – 2509) จนถึงฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน สถานการณ์การพัฒนาในช่วงที่ผ่านมากล่าวได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน 
เนื่องจากประเทศไทยได้ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมหรือเศรษฐกิจทุนนิยมที่มุ่งพัฒนาเพื่อสร้างความมั่งคั่งและรายได้มาสู่ประเทศเป็นหลัก และใช้การเติบโตของรายได้ต่อหัวเป็นเครื่องมือวัดผลสำเร็จของการพัฒนา ด้วยความคาดหวังว่าการเพิ่มปริมาณสินค้าและบริการ การเพิ่มการจ้างงาน รวมทั้งประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ในที่สุดแล้วย่อมจะสามารถกระจายไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศทำให้ปัญหา ความยากจนหมดไปได้ในที่สุด
 การมุ่งเน้นไปที่การนำทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกมาใช้สนับสนุนการพัฒนาและขยายฐานการผลิต ซึ่งนำไปสู่การผลิตเพื่อส่งออกและอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวในอัตราสูง แต่เป็นการเติบโตที่ต้องพึ่งพาทุน เทคโนโลยีและตลาดต่างประเทศ จึงส่งผลต่อความไม่สมดุลของโครงสร้างการพัฒนาประเทศ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในเรื่องการกระจายรายได้ 
ปัญหาความยากจนเพิ่มสูงขึ้น คนจนขาดศักยภาพในการดำรงชีวิต การว่างงานเพิ่มขึ้นและมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนไทยมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น
  การพัฒนาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อประชากรทุกกลุ่ม ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงห่างไกลในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินและอำนาจในการจัดการป่าไม้ โดยผ่านกระบวนการทางกฎหมาย เช่น การประกาศเป็นเขตป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ทับที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เมื่อมีการประกาศกฎหมายเหล่านี้กลุ่มชาติพันธุ์ได้กลายเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าอย่างผิดกฎหมายทั้งๆที่เคยอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานทำมาหากินมาก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมาย
ผลกระทบที่ตามมา คือ การอพยพย้ายถิ่นจากพื้นที่สูงลงมาพื้นที่ราบหรือในเมืองใหญ่เพื่อดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจให้อยู่รอด หรือถ้ายังดำรงชีวิตในพื้นที่ต่อไปก็จะถูกจำกัดการพัฒนา ถูกข่มขู่จากทางเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น ชุมชนบนพื้นที่สูงต้องแปรสภาพจากผู้อาศัยกลายเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ ตกอยู่ในสภาพของความกลัว และท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการถูกบังคับอพยพโยกย้ายมาเป็นแรงงานระดับล่างไร้ฝีมือในเมือง โดยปราศจากทางเลือกในการตั้งถิ่นฐานแต่อย่างใด ภายหลังจากที่กลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชนได้อพยพออกจากที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยแล้ว ที่ดินเหล่านั้นก็ตกอยู่ในการครอบครองของนายทุนและผู้มีอำนาจอย่างถูกต้องทางกฎหมายต่อไป
ปรากฏการณ์เหล่านี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลของการอพยพย้ายถิ่นจากพื้นที่สูงสู่พื้นที่ราบทำให้กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าไร้ที่อยู่อาศัยไร้ที่ดินทำกิน กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือเข้าสู่อาชีพบริการทางเพศ ถูกจำกัดสิทธิถูกคุกคามในฐานะการเป็น “คนอื่นของชุมชน” สูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม ทั้งประเพณีและวัฒนธรรมความเป็นเผ่าพันธุ์และระบบสังคมดั้งเดิมถูกทำลาย ทำให้ศักยภาพของชุมชนอ่อนแอลงจนไม่สามารถดูแลพึ่งพาตนเองได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆติดตามมามากมาย 
 อาทิ การอพยพโยกย้ายแรงงานจากชุมชนที่สูงเข้าสู่เมืองอันเป็นที่มาของปัญหาสังคม เกิดผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศโดยรวม การติดยาเสพติด โรคเอดส์ เด็กเล็ก เยาวชนและผู้หญิงไร้ที่อยู่อาศัย ขาดอาหาร ขาดคนดูแลเนื่องจากผู้นำครอบครัวถูกจับกุมติดคุก เยาวชนชนเผ่าจำนวนมากถูกระบบใหญ่กลืนกินหลงลืมวิถีชีวิตดั้งเดิมจนไม่สามารถสืบทอดเจตนารมณ์บรรพบุรุษได้ ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียเอกลักษณ์เผ่าพันธุ์

ภูมิปัญญาชนเผ่า 'ปกาเกอะญอ' สานต่อที่ 'มอวาคี'


'หมู่บ้านมอวาคี' ความหมายตามภาษาปกาเกอะญอ แปลว่า 'บ้านห้วยหนองน้ำขาว' หรือชื่อราชการ คือ บ้านหนองมณฑา เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ตั้งอยู่ที่หมู่ 16 ต.แม่วิน อ. แม่วาง จ.เชียงใหม่ ในหมู่บ้านมีโรงเรียนชุมชนมอวาคี ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2535 โดยชาวปกาเกอะญอมอวาคี และสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ( ศ.ว.ท.หรือ IMPECT) ได้ประสานความร่วมมือกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่ ใช้ชื่อว่า 'ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านมอวาคี' ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น 'ศูนย์การเรียนชุมชนแม่ฟ้าหลวงบ้านหนองมณฑา(มอวาคี)' ปัจจุบัน มีครู 5 คน และปราชญ์ชาวบ้าน 4 คน มีนักเรียนปกาเกอะญอประมาณ 70 คน โดยมีวิสัยทัศน์เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมอวาคีให้มีความรู้ทั้งทางวิชาการ วิชาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงาม เห็นคุณค่าของภาษาและวัฒนธรรมปกาเกอะญอและสามารถใช้ภูมิรู้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

รู้เราและรู้เขา

ครูนารีรัตน์ จ๊ะโค ครูใหญ่โรงเรียนชุมชนมอวาคีได้เล่าจุดประสงค์ของการเรียนการสอนบูรณาการประสานหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรท้องถิ่นว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของกลุ่มชน รู้จักและรักษ์ป่า สอนให้สำนึกในวิถีของปกาเกอะญอ มีการสอนภาษาปกาเกอะญอทั้งฟัง พูด อ่านและเขียน ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ภาษาของกลุ่มชน

เดิมมีสอนแต่ภาษาไทย จึงมีคำถามว่าเราจะสอนภาษาปกาเกอะญอควบคู่ไปด้วยได้ไหม ที่สุดก็ตกลงว่าจะสอน 2 ภาษา คือเรียนเขียน อ่าน พูดภาษาปกาเกอะญอเป็นเรื่องหลัก แล้วสอนเชื่อมโยงกับภาษาไทย-อังกฤษ โดยบูรณาการระหว่างหลักสูตรแกนกลางของ สพฐ.กับหลักสูตรท้องถิ่น และให้ผู้เฒ่าผู้แก่มาสอนคติ ภูมิปัญญา องค์ความรู้ในการจัดการป่า รักษาป่า รักษาน้ำ การปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้เรียนรู้คุณค่าของภูมิปัญญาปกาเกอะญอ ก่อนที่ภูมิปัญญาจะสูญหายไปพร้อมกับคนรุ่นปู่รุ่นย่า"

ขุนเขา ไร่ข้าว และหมู่บ้าน คือ ห้องเรียนรู้โลก

กว่า 19 ปีแล้วที่หมู่บ้าน ไร่ข้าว ลำธาร และผืนป่าแห่งมอวาคี ทำหน้าที่เป็นทั้งบ้านและห้องเรียนให้แก่นักเรียนปกาเกอะญอรุ่นเยาว์ เพื่อเรียนรู้วิถีและวัฒนธรรมของกลุ่มชน 'ห้องเรียน' ที่ไม่ได้มุ่งแข่งขันทำเกรดสูงๆ ไว้เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่เป็นห้องเรียนที่เรียนชื่อต้นไม้ รู้จักป่า รู้จักแมลง ลำธาร พันธุ์พืช เรียนรู้เกี่ยวกับท้องฟ้า ดูเมฆ ดูแสงแดด ดูลม เรียนรู้ความคิด วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา และปลูกสำนึกความเป็นปกาเกอะญอควบคู่กับการเรียนรู้แกนกลางตามมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

นอกจากการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางในห้องเรียนแล้ว ยังส่งเสริมการเรียนรู้ในป่า สมุนไพร การจัดการป่า การดูแลป่า พิธีกรรมในไร่ข้าว การเซ่นไหว้ข้อห้าม พิธีกรรม รวมทั้งพาเด็กไปเรียนรู้ ร่วมพัฒนาชุมชน ตอนแรกก็กังวลว่านักเรียนที่ไปเรียนต่อที่อื่นจะอ่อนเรื่องหลักสูตรแกนกลาง ไปเรียนต่อแล้วจะมีปัญหาไหม แต่ผลที่ออกมาคือ นักเรียนสามารถนำความรู้แกนกลางและความรู้เชิงวัฒนธรรมที่เรียนจากโรงเรียนชุมชนมอวาคีไปเรียนต่อในโรงเรียนประจำอำเภอได้เป็นอย่างดีครูนารีรัตน์ เล่าเสริม

คุณครูยังเห็นว่า ความรู้หลักสูตรแกนกลางมีความจำเป็นเพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนต่อได้ในระดับสูง ส่วนหลักสูตรท้องถิ่นที่นำความรู้ ภูมิปัญญา และผู้รู้ท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดวัฒนธรรมนั้น เป็นมากกว่าความรู้ แต่เป็นชีวิต เป็นวิถีที่ใช้กันอยู่ทุกวันในมอวาคี เป็นคติเป็นวิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงชาวปกาเกอะญอมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

"การให้ผู้เฒ่าในหมู่บ้านมีส่วนร่วมในการอบรมภาษา จัดกิจกรรมให้นักเรียนกลับไปถามปู่ย่าตายายถึงบทธา นิทาน ตำนาน แล้วกลับมาเล่าแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งนอกจากจะเรียนรู้นิทาน และความเป็นมา ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยิ่งเสริมให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมาก

ขาเดียวเดินไม่ได้ สองขาเดินถึงไร่ถึงนา

พ่อหลวงจอนิ โอโด่เชา หนึ่งในที่ปรึกษาโรงเรียนได้เสนอทัศนะต่อการเรียนการสอนของโรงเรียนชุมชนมอวาคีว่า ข่อเต่อปาแลต่าเต่อตือ ข่อคีปาตือชรี่ตือคื๊อซึ่งหมายถึง มีขาเดียวไม่สามารถเดินไปไหนได้ ต้องมีสองขา เดินซ้ายและเดินขวา เดินถึงไร่ถึงนา" หมายถึงคนปกาเกอะญอจะเรียนรู้เฉพาะหลักสูตรแกนกลางอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องรอบรู้วัฒนธรรมของของตนเอง ควบคู่กับวัฒนธรรมอื่นด้วย

ความรู้สามัญในระบบโรงเรียนของก็มีความจำเป็นเพื่อให้ไปเรียนต่อในระดับสูงได้ แต่ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมปกาเกอะญอ รับการปลูกฝังจิตสำนึกรักบ้านเกิด รักบ้านเกิดไปพร้อมๆ กันด้วย

'กิ๊' ศิษย์เก่าโรงเรียนชุมชนมอวาคีได้เล่าประสบการณ์ที่ตนได้รับการศึกษาจากโรงเรียนมอวาคีว่า การเรียนรู้วัฒนธรรมความเชื่อ ภูมิปัญญาของกลุ่มชนทำให้มีความรัก ศรัทธาและผูกพันในความเป็นปกาเกอะญอมากยิ่งขึ้น

ผมภูมิใจที่รู้ว่ากลุ่มชนเรามีภาษา ตำนาน มีภูมิปัญญา มีวิถีที่ผูกพันกับธรรมชาติ ผมมีความสุขกับความพอเพียงตามวิถีของกลุ่มชนเรา โดยไม่ได้เบียดเบียนทรัพยากร และไม่เบียดเบียดตนเอง เมื่อเรียนจบก็มีความผูกพันกับบ้าน ไม่อยากออกไปทำงานที่อื่น เพราะรู้สึกว่าบ้านเราสุขสงบ ผมจึงเลือกมาสอนดนตรีเดหน่าให้น้องๆสนุกสนานพร้อมกับสืบสานภูมิปัญญาดนตรีพื้นบ้านไปพร้อมๆ กัน

'โรงเรียนชุมชนมอวาคี' ถือเป็นโครงการนำร่องให้พื้นที่อื่นๆ นำแนวทางไปปรับใช้ เพื่อดำเนินการเรียนการสอนในลักษณะบูรณาการนี้ได้ โดยมีมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เป็นแสงดาวแห่งศรัทธานำทาง เพื่อให้นโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงเป็นนโยบายที่ปฏิบัติการได้อย่างเป็นรูปธรรม ก่อประโยชน์เพื่อชาวกะเหรี่ยงมากที่สุด

ปกา มี เลอะ เปลอมา ดีอี บรรพชนของเราปฏิบัติตามวิถีชีวิต

ปกา ปก่า เลอะ มาดี อี บรรพชนของเราปฏิบัติตามประเพณี

ปก่า เมอ เปอะ มาเพ่าะอะ อะ คี บรรพชนร้องขอลูกหลานปฏิบัติตาม

เปอะเมะ เตอะมา ต่า ดีอี หากลูกหลานไม่ปฏิบัติตาม

ลอหม่า โหม่ เดอ ป่า อะมี ชื่อบรรพชน จะสูญสลายหายไป

เสียงนักเรียนปกาเกอะญอแห่งบ้านมอวาคีท่องบท 'ธา' สอนใจก้องกังวานกลางขุนเขา ณ โรงเรียนชุมชนมอวาคี ในห้องเรียนเรือนไม้ชั้นเดียว ไม่เพียงแค่การท่องขับขานหากจะแทรกซึมในจิตใจของปกาเกอะญอรุ่นใหม่ที่ผ่านการบ่มเพาะจากโรงเรียนชุมชนมอวาคีแห่งนี้ด้วย

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ