23 ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย
เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยจดหมายจากชนเผ่าถึงลูกพระยา
แถลงการชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
23 ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย
หลายๆท่านอาจไม่รู้จักชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งหลังๆมานี้จะมีพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง...More
เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
ชนเผ่าพื้นเมือง คือ กลุ่มชนที่มีจำนวนประชากรขนาดเล็ก มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ผูกพันและใกล้ชิดกับธรรมชาติ...More
จดหมาย จากชนเผ่าถึงลูกพระยา
ชนเผ่าพื้นเมืองไทย 23 เผ่า (กะเหรี่ยง ขมุ คะฉิ่น ชอง ไททรงดำ ไทลื้อ-ไทยอง ไทยวน ไทใหญ่ ไตหย่า บีซู ปะหล่อง ...More
แถลงการชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
ตามที่รัฐบาลโดยนายเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการมหาดไทย ได้ประกาศนโยบายทำสงครามปรามปราบยาเสพติด..More
มหกรรมชนเผ่าพื้นเมือง 2556
มหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2556
***************************
ระหว่าง วันที่ 7-9 สิงหาคม 2556
ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาพมหกรรมชนเผ่าพื้นเมือง ประจำปี 2555
มหกรรมชนเผ่าพื้นเมือง ประจำปี 2555
ระหว่างวันที่ 2-4 สิงหาคม 2555
ณ อาคาร 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร
Tags :
ภาพชนเผ่า,
ภาพชาติพันธุ์,
ภาพมหกรรมชนเผ่า
มหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย 2555
ขอเรียนเชิญ พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
เข้าร่วมงาน "มหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2555"
ชมการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นจาก 36 ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย
ชมการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นจาก 36 ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย
ระหว่างวันที่ 2-4 สิงหาคม 2555
ณ อาคาร 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร
ดาวน์โหลดกำหนดการ 01
ดาวน์โหลดกำหนดการ 02
ดาวน์โหลดกำหนดการ 01
ดาวน์โหลดกำหนดการ 02
13 เมษายน วันผู้เฒ่าไร้สัญชาติ
มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา กำหนดให้วันที่ 13 เมษายน "เป็นวันผู้เฒ่าไร้สัญชาติ" เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2555 เพื่อเป็นการเปิดเวทีให้สังคมและภาครัฐรับรู้ปัญหาของกลุ่มชนเผ่าผู้สูงอายุที่ยังขาดสิทธิ์ในการได้รับสัญชาติไทย
"วันผู้เฒ่าไร้สัญชาติ" เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญสำหรับชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ ในพื้นที่ตำบลแม่สลองนอกและตำบลป่าตึงจังหวัดเชียงราย ที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาต้องการเปิดเวทีนำร่องแก้ไขปัญหากลุ่มชนเผ่าผู้สูงอายุ ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ทั้งที่บางคนเกิดหรืออยู่ในแผ่นดินไทยมานานกว่า 40 ปี ทำให้กลุ่มผู้เฒ่าเหล่านี้ ขาดสิทธิ์ได้รับรัฐสวัสดิการ หรือแม้แต่การออกนอกพื้นที่ เพื่อไปเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลในตัวจังหวัด
ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ไม่ได้รับการใส่ใจแก้ไขปัญหามานานหลายสิบปี ซึ่งจากการสำรวจในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาทำการสำรวจ 2 ตำบล คือ ตำบลป่าตึงและตำบลแม่สลองนอก จังหวัดเชียงราย พบผู้เฒ่าไร้สัญชาติรวม 436 คน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 ผู้เฒ่าสถานะ "ไร้รัฐ" เป็นกลุ่มผู้เฒ่าที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎร์เนื่องจากความไม่รู้ไม่สนใจใจอดีตไม่เคยปรากฎตัวต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่ผู้เฒ่ากลุ่มนี้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานหรือบางคนเกิดในแผ่นดินไทย
กลุ่มที่ 2 ผู้เฒ่าถือบัตรสีชมพูเป็นบุคคลพื้นที่สูงหรือบัตรหัว 6 โดยในบัตรไม่มีการระบุสัญชาติทั้งที่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ไทยแต่ยังไม่ได้รับรองเปลี่ยนแปลงสัญชาติไทยซึ่งผู้เฒ่าในกลุ่ม 2 นี้ได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาล แต่ไม่สามารถออกนอกพื้นที่ออกบัตรเว้นแต่ต้องทำลายลักษณ์อักษร ทำให้นางเฝยโฟ่ง แซ่เติ๋น ชาวเผ่าเมี่ยน ที่ถูกจับขณะเดินทางไปรักษาโรคหอบในตัวจังหวัดเชียงราย
กลุ่มที่ 3 ผู้เฒ่าไม่มีสถานะทางทะเบียนหรือถือบัตรหัว 0 เป็นกลุ่มผู้เฒ่าตกหล่นจากทะเบียนราษฎร์แต่ได้รับการรับรองแผนยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะสิทธิบุคคลเมื่อปี 2548
กลุ่มที่ 4 ผู้เฒ่ามีถิ่นที่อยู่อาศัยถาวร รอแปลงสัญชาติไทย เป็นกลุ่มผู้เฒ่าถือบัตรประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่ชัดถึงการเกิดในแผ่นดินไทย
ผลกระทบที่กลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติ คือ ขาดการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานผู้สูงอายุ เพราะความไม่รู้ พูดภาษาไทยไม่ได้และกระบวนการแปลงสัญชาติที่มีข้อกำหนดเรื่องรายได้ที่สูงเกินความเป็นจริง ทำให้กลุ่มผู้เฒ่ารอแปลงสัญชาติตกอยู่ในสถานะกลุ่มอาจสร้างภาระต่อประเทศ
13 เม.ย.วันผู้เฒ่าไร้สัญชาติ เพื่อให้สังคมและภาครัฐร่วมรับรู้สถานการณ์ปัญหาและวางแนวทางสู่การแก้ไขเพื่อให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้มีโอกาสรับสัญชาติไทยในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ที่มา http://news.voicetv.co.th/thailand/36349.html
"วันผู้เฒ่าไร้สัญชาติ" เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญสำหรับชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ ในพื้นที่ตำบลแม่สลองนอกและตำบลป่าตึงจังหวัดเชียงราย ที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาต้องการเปิดเวทีนำร่องแก้ไขปัญหากลุ่มชนเผ่าผู้สูงอายุ ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ทั้งที่บางคนเกิดหรืออยู่ในแผ่นดินไทยมานานกว่า 40 ปี ทำให้กลุ่มผู้เฒ่าเหล่านี้ ขาดสิทธิ์ได้รับรัฐสวัสดิการ หรือแม้แต่การออกนอกพื้นที่ เพื่อไปเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลในตัวจังหวัด
ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ไม่ได้รับการใส่ใจแก้ไขปัญหามานานหลายสิบปี ซึ่งจากการสำรวจในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาทำการสำรวจ 2 ตำบล คือ ตำบลป่าตึงและตำบลแม่สลองนอก จังหวัดเชียงราย พบผู้เฒ่าไร้สัญชาติรวม 436 คน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 ผู้เฒ่าสถานะ "ไร้รัฐ" เป็นกลุ่มผู้เฒ่าที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎร์เนื่องจากความไม่รู้ไม่สนใจใจอดีตไม่เคยปรากฎตัวต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่ผู้เฒ่ากลุ่มนี้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานหรือบางคนเกิดในแผ่นดินไทย
กลุ่มที่ 2 ผู้เฒ่าถือบัตรสีชมพูเป็นบุคคลพื้นที่สูงหรือบัตรหัว 6 โดยในบัตรไม่มีการระบุสัญชาติทั้งที่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ไทยแต่ยังไม่ได้รับรองเปลี่ยนแปลงสัญชาติไทยซึ่งผู้เฒ่าในกลุ่ม 2 นี้ได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาล แต่ไม่สามารถออกนอกพื้นที่ออกบัตรเว้นแต่ต้องทำลายลักษณ์อักษร ทำให้นางเฝยโฟ่ง แซ่เติ๋น ชาวเผ่าเมี่ยน ที่ถูกจับขณะเดินทางไปรักษาโรคหอบในตัวจังหวัดเชียงราย
กลุ่มที่ 3 ผู้เฒ่าไม่มีสถานะทางทะเบียนหรือถือบัตรหัว 0 เป็นกลุ่มผู้เฒ่าตกหล่นจากทะเบียนราษฎร์แต่ได้รับการรับรองแผนยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะสิทธิบุคคลเมื่อปี 2548
กลุ่มที่ 4 ผู้เฒ่ามีถิ่นที่อยู่อาศัยถาวร รอแปลงสัญชาติไทย เป็นกลุ่มผู้เฒ่าถือบัตรประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่ชัดถึงการเกิดในแผ่นดินไทย
ผลกระทบที่กลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติ คือ ขาดการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานผู้สูงอายุ เพราะความไม่รู้ พูดภาษาไทยไม่ได้และกระบวนการแปลงสัญชาติที่มีข้อกำหนดเรื่องรายได้ที่สูงเกินความเป็นจริง ทำให้กลุ่มผู้เฒ่ารอแปลงสัญชาติตกอยู่ในสถานะกลุ่มอาจสร้างภาระต่อประเทศ
13 เม.ย.วันผู้เฒ่าไร้สัญชาติ เพื่อให้สังคมและภาครัฐร่วมรับรู้สถานการณ์ปัญหาและวางแนวทางสู่การแก้ไขเพื่อให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้มีโอกาสรับสัญชาติไทยในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ที่มา http://news.voicetv.co.th/thailand/36349.html
ภาพบรรยากาศการชุมนุมชนเผ่าพื้นเมืองหน้าทำเนียบรัฐบาล
รวมภาพบรรยากาศการชุมนุมของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง
ระหว่างวันที่ 29-30 มีนาคม พ.ศ. 2555
เครดิต Boonyawi Thawiphanarak
เขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง
กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เข้ากรุง 29 มี.ค. ดันนโยบาย “เขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษของกลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมือง ก่อนเปิดเสรีอาเซียน เสนอตั้ง “คณะกรรมการนโยบายแก้ปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ” เสนอเร่งประกาศพื้นที่นำร่อง “เขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษ” ชุมชนชาวเล 8 พื้นที่ และ กะเหรี่ยง 4 พื้นที่
รายงานข่าวจากเครือข่ายคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมืองแจ้งว่า ในวันที่ 29-30 มีนาคม 2555 นี้ สมาชิกเครือข่ายฯ นัดหมายกันมาร่วมงาน สมัชชา คนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อผลักดันนโยบาย “เขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษของกลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมือง” ก่อนเปิดเสรีอาเซียน ณ. ข้างทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร
เพื่อยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางกำหนดนโยบายที่ชัดเจนต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย โดยเห็นว่า โอกาสที่ประเทศไทยเตรียมการเปิดเสรีอาเซียนปี 2556 นั้น หากมองถึงมิติของเชื้อชาติแล้วประเทศในอาเซียนล้วนแต่มีความหลากหลายของเชื้อชาติของกลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั้งสิ้น
ข้อมูลทางวิชาการ ระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมือง ถึง 36 เผ่า มีภาษา อัตลักษณ์วัฒนธรรมและบริบทของสังคมที่แตกต่างออกไปจากสังคมใหญ่ อาทิเช่น ทางภาคเหนือมี ปกากะญอ ขมุ มฺบีซู มลาบรี ม้ง เมี่ยน ลีซู ลาหู่ ลัวะ อาข่า ฯลฯ ภาคอีสานมี ชาวกูย ภูไท ญัฮฺกุร โส้ ฯลฯ ภาคกลางและตะวันออก มีชาวมอญ ไททรงดำ ชอง ฯลฯ และภาคใต้มี มอแกน มอแกลน อุรักละโว้ย มานิและมาลายู เป็นต้น รวมมีประชากรรวมกันมากกว่า 1,200,000 คน แต่ในจำนวนนี้เป็นผู้ไร้สัญชาติถึง 400,000 คน
กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ส่วนใหญ่อาศัยในพื้นที่มาเป็นเวลานาน บางกลุ่มมีอายุกว่า 500 ปี เป็นกลุ่มประชากรขนาดเล็ก มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่เรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติอย่างแนบแน่น ใช้ทรัพยากรแบบหาอยู่หากิน มีระบบขัดเกลาทางสังคมและบ่มเพาะจนกลับกลายเป็นอัตลักษณ์และแบบแผนการดำเนินชีวิตของแต่ละกลุ่ม ซึ่งสืบทอดสู่คนรุ่นหลัง ดังเช่น การอาศัยหาอยู่หากินกับป่าของชนเผ่าบนที่สูงทางภาคเหนือ และการอาศัยหากินกับทะเลของกลุ่มชาวเล ทางภาคใต้ เป็นต้น
ในระยะที่ผ่านมาเรื่องราววัฒนธรรมและระบบคุณค่านั้น เริ่มอ่อนแอและลดความสำคัญลงไป อันเป็นผลพวงมาจากนโยบายการพัฒนาที่ไม่สมดุลของรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งมุ่งการพัฒนาภายใต้ระบอบทุนนิยมเสรีที่เน้นวัดความสำเร็จที่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จนละเลยและละเมิดสิทธิวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมือง ที่อยู่อย่างเรียบง่ายและพอเพียงเหล่านี้
นักวิชาการระบุว่า กลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมืองหลายกลุ่ม ตกอยู่ในภาวะวิกฤต เป็นกลุ่มเปราะบางที่คนในสังคมจะต้องช่วยกันปกป้องดูแล ปัญหาโดยภาพรวมของกลุ่มคนเหล่านี้ มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและนโยบายใช้ทรัพยากรไม่เป็นธรรม
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มอบปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่ "จอนิ โอ่โดเชา"
ม.แม่โจ้ มอบปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชา การบริหารงานภาครัฐและเอกชน ให้แก่ นายจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ชนเผ่าปกาเกอะญอ ระบุเป็นปราชญ์ที่มีความรู้ในการจัดการบริหารป่า รู้จักและเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้งตามวิถีทางของบรรพบุรุษชาวปาเกอะญอ และได้นำองค์ความรู้เหล่านั้นถ่ายทอดแก่สังคม
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ ศูนย์กีฬากาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 34 โดยสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีมติมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และปริญญามหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่ผู้ทรงคุณวุฒิรวม 13 คน โดยนายจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ชนเผ่าปกาเกอะญอ เป็นผู้ได้รับปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชา การบริหารงานภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้ ทางสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ระบุว่า นายจอนิ โอ่โดเชา เป็นปราชญ์ที่มีความรู้ในการจัดการบริหารป่า รู้จักและเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้งตามวิถีทางของ บรรพบุรุษชาวปาเกอะญอ และได้นำองค์ความรู้เหล่านั้นถ่ายทอดแก่สังคม ซึ่งเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน จนเป็นที่ประจักษ์ โดยเริ่มงานอนุรักษ์ป่าตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2516 ควบคู่กับการสร้างกิจกรรมการพัฒนารวบรวมเครือข่ายชาวไทยภูเขา 13 เผ่า ร่วมจัดทำแผนพัฒนาเพื่อดูแลรักษาป่าไม้และทำเกษตรเชิงอนุรักษ์ ได้ดำเนินการบวชป่า 50 ล้านต้น เนื่องในวโรกาสปีกาญจนาภิเษก ปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ จัดตั้งธนาคารข้าวร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ 100 องค์กร ร่วมแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน จัดตั้งเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำวาง จำนวน 40 หมู่บ้าน
จากการทุ่มเทในการทำงานจึงทำให้ได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ได้รับการประกาศจากคณะกรรมการ “คนดีศรีสังคม” ให้เป็น ปราชญ์แห่งขุนเขา อีกทั้งได้รับยกย่องเป็น “บุคคลผู้ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม” ตามคำประกาศของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในด้านงานวิชาการ ได้ทำการค้นคว้าศึกษาหาความรู้ตามวิถีของบรรพบุรุษจนสามารถรวบรวมและเรียบเรียงเป็นหนังสือเรื่อง “ป่าเจ็ดชั้นปัญญาปราชญ์” ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจอันลุ่มลึก และตกผลึกทางความรู้ ด้านป่าไม้ และธรรมชาติ
ทั้งนี้ ภายในงานได้มีญาติพี่น้อง เด็กเยาวชนปกาเกอะญอ เข้าร่วมแสดงความยินดี โดยการแสดงศิลปะพื้นบ้านชนเผ่า รวมทั้งมี ชิ สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ เล่นดนตรีปกาเกอะญอ และ ภู เชียงดาว ร่วมอ่านบทกวีให้แก่ นายจอนิ โอ่โดเชา ภายในงานด้วย
ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวแสดงความชื่นชมยินดีกับนายจอนิ โอ่โดเชา ว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นผู้มีภูมิปัญญาและยังสามารถนำเอาภูมิปัญญาที่มีอยู่นั้นมาปรับใช้ในวิถีชีวิตของตนเอง และเป็นแบบอย่างให้กับพี่น้องชนเผ่าได้อย่างดี
“การที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้มอบปริญญามหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ให้แก่ พะตีจอนิในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการให้เด็ก ๆ เยาวชนลูกหลานของพี่น้องชนเผ่าได้รับรู้ เรียนรู้และเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาชนเผ่า ว่าสิ่งที่พะตีจอนิกำลังทำอยู่นั้นคือส่วนหนึ่งและมีคุณค่าต่อการศึกษา และจะทำให้ลูกหลานชนเผ่าได้รู้และภูมิใจว่า จริง ๆ แล้วการศึกษานั้นอยู่ในวิถีชีวิต อยู่ในรากเหง้าของตัวเราเอง” ดร.สมคิด แก้วทิพย์ กล่าว
หลังจากนั้น นายจอนิ โอ่โดเชา ได้บอกเล่าความรู้สึกให้ทุกคนด้วยสีหน้าเบิกบาน ว่าต้องขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ขอบคุณภรรยา รวมไปถึงญาติพี่น้อง เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมงานในครั้งนี้
“อย่างไรก็ดี อยากจะบอกทุกคนว่า โลกนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว ฉะนั้น คนกินน้ำ ก็ต้องรักษาน้ำ คนกินข้าว ต้องรู้จักต้นข้าว คนอยู่ป่าก็ต้องดูแลป่า คนกินสรรพสิ่งก็ต้องดูแลสรรพสิ่ง” นายจอนิ กล่าวย้ำในงาน
Tags :
จอนิ โอ่โดเชา,
ชิ สุวิชาน,
ปราชญ์ปกาเกอญอ,
พะตีจอนิ
พิธีแต่งงานชนเผ่าพื้นเมืองไทลื้อ
ความงดงามของวัฒนธรรมประเพณีงานแต่งงานของชาวไทลื้อ ที่ชุมชนบ้านถิ่น อ.เมือง จ. แพร่ สำหรับที่นี่แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป หนุ่มสาวใช้ชีวิตตามวิถีคนเมือง แต่เมื่อถึงเวลามีคู่ครองบรรดาหนุ่มสาวชาวไทลื้อ ก็ยังคงสืบสานประเพณีการแต่งงานแบบดั้งเดิมเอาไว้
"ลื้อ" เป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท คือ "ไทลื้อ" หรือ "ไตลื้อ" มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองปันนาสำหรับประเทศไทย ชาวไทลื้อได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามหัวเมืองต่างๆในภาคเหนือตอนบน ในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และ เชียงใหม่
แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ลูกหลานชาวไทลื้อก็ยังคงไม่ลืมรากเหง้าและวัฒนธรรมประเพณี ที่บรรพบุรุษได้สืบทอดต่อกันมาช้านาน เมื่อตัดสินใจจะมีคู่ครอง ก็เลือกที่จะจัดงานแต่งตามแบบฉบับของชาวไทลื้อ ผู้ที่มาร่วมงานแต่งต่างก็แต่งตัวตามประเพณี
ผู้หญิงจะสวมเสื้อแขนยาวสีดำ หรือสีน้ำเงิน ที่เรียกว่า "เสื้อปั๊ด" นุ่งผ้าถุง โพกศีรษะด้วยผ้าฝ้ายสีขาวหรือสีชมพู ส่วนผู้ชายใส่เสื้อแขนยาว สวมเสื้อกั๊กปักลวดลาย สวมกางเกงม่อฮ่อมขายาวโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือชมพู และสะพายถุงย่าม
ผู้หญิงจะสวมเสื้อแขนยาวสีดำ หรือสีน้ำเงิน ที่เรียกว่า "เสื้อปั๊ด" นุ่งผ้าถุง โพกศีรษะด้วยผ้าฝ้ายสีขาวหรือสีชมพู ส่วนผู้ชายใส่เสื้อแขนยาว สวมเสื้อกั๊กปักลวดลาย สวมกางเกงม่อฮ่อมขายาวโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือชมพู และสะพายถุงย่าม
ที่เห็นอยู่นี้นับเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของพิธีแต่งงาน พ่อแม่ของฝ่ายหญิงต้องมาที่บ้านฝ่ายชาย เพื่อบอกกล่าวขอลูกเขยจากพ่อแม่ฝ่ายของชายเสียก่อน สาเหตุที่ขั้นตอนนี้ที่สำคัญที่สุดก็เพราะหากพ่อแม่ฝ่ายชายไม่ยอมยกลูกชายให้ หนุ่มสาวก็ไม่สามารถแต่งงานกันได้นั่นเอง
หลังจากพ่อแม่ฝ่ายชายตอบตกลงก็จะตั้งขบวนแห่เขย โดยมีขบวนช่างฟ้อนและช่างสะล้อซอซึง บรรเลงดนตรีประกอบการร่ายรำแบบไทลื้อ นำขบวนผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย พร้อมด้วยญาติมิตร ที่ล้วนแต่งกายด้วยชุดไทลื้อ อย่างงดงามตามประเพณี ไปยังเรือนของเจ้าสาว
และเมื่อมาถึงเรือนเจ้าสาว ผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงจะดักกั้นที่หน้าประตู ซักถามว่ามาทำอะไรกัน มีทองคำ เพชรพลอย มาให้เจ้าสาวหรือเปล่า เปรียบเทียบเหมือนกับการกั้นประตูเงินประตูทองนั่นเอง เมื่อได้คำตอบแล้ว จึงอนุญาตให้เจ้าสาวที่ซ่อนตัวอยู่ออกมาหาเจ้าบ่าวได้ โดยเจ้าบ่าวก็จะถูกพาไปซ่อนไว้เช่นกัน เจ้าสาวก็ต้องตามหาให้เจอเพื่อแสดงถึงความรักแท้ ก่อนจูงมือกันเข้าสู่เรือนหอ
พิธีเริ่มด้วยการกราบพ่อแม่ของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อขอบคุณที่อนุญาตให้ทั้งคู่แต่งงานกัน จากนั้นก็มอบสินสอดให้พ่อแม่ฝ่ายหญิง ประธานในพิธีคล้องมาลัยและสวมมงคลให้บ่าวสาว จากนั้นเป็นพิธีบายศรีสู่ขวัญ หรือตามภาษาไทลื้อเรียกว่าพิธี "สู่ข้าวเอาขวัญ" โดยผู้ทำพิธีก็จะบอกกล่าวบรรพบุรุษขอให้คุ้มครองให้บ่าวสาวครองเรือนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
ชนเผ่าพื้นเมืองลาหู่ [กลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่]
ประวัติความเป็นมาและการอพยพชนเผ่าพื้นเมืองลาหู่
คนจีนในมณฑลยูนนานเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “หลอเหย” ส่วนที่มาของคำว่า “มูเซอ” นั้น Frank M. Lebar สันนิษฐานว่าเป็นคำที่มาจากภาษาไทใหญ่ในรัฐฉานมีความหมายว่า “นายพราน” (ถาวร 2543 : 41, โสฬส 2539 : 7) ขณะที่ จิตร ภูมิศักดิ์ (2529) อธิบายไว้ว่า “อันที่จริงคำ มูเซอ ที่แปลว่าพรานป่านั้น มิใช่ภาษาไทใหญ่ หากเป็นคำที่ไทใหญ่ขอยืมมาจากภาษาพม่า ซึ่งเรียกนายพรานว่า “มกโซ”
โสฬส (2539) กล่าวว่าได้สัมภาษณ์ผู้รู้ชาวพม่า และได้รับคำอธิบายว่า คำว่า พราน ในภาษาพม่า ซึ่งเขียนว่า “มุฉุยะ” แต่อ่านออกเสียงได้ว่า “มกโซ” แต่ในวิถีชีวิตจริง เมื่อคนพม่าพูดถึงนายพราน จะออกเสียงว่า “มูเซ” เมื่อคนไทใหญ่เรียกชื่อชนกลุ่มนี้ตามอย่างคนพม่า จึงอาจจะออกเสียงเป็น “มูเซอ" Authony R.walker นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ได้กล่าวถึงบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับลาหู่ไว้ว่า (โปรดดู สมาคม IMPECT (2545), โสฬส (2539))
ชนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า ลาหู่ หรือ ละหู่ (Lahu) ซึ่งแปลว่า “คน” มีเชื้อสายมาจากกลุ่มโลโล ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองอาศัยอยู่บนที่ราบสูงทิเบต-ชิงไห่ และได้รับการยอมรับจากจีนให้จัดการปกครองตนเองได้อย่างอิสระ บริเวณตอนกลางและตอนใต้ของมณฑลยูนนานก่อนที่ชนชาติไทใหญ่และจีนจะเข้าไปครอบครอง ต่อมาได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นอยู่ตลอดเวลาในแถบประเทศจีน พม่า ลาว และไทย
คนจีนในมณฑลยูนนานเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “หลอเหย” ส่วนที่มาของคำว่า “มูเซอ” นั้น Frank M. Lebar สันนิษฐานว่าเป็นคำที่มาจากภาษาไทใหญ่ในรัฐฉานมีความหมายว่า “นายพราน” (ถาวร 2543 : 41, โสฬส 2539 : 7) ขณะที่ จิตร ภูมิศักดิ์ (2529) อธิบายไว้ว่า “อันที่จริงคำ มูเซอ ที่แปลว่าพรานป่านั้น มิใช่ภาษาไทใหญ่ หากเป็นคำที่ไทใหญ่ขอยืมมาจากภาษาพม่า ซึ่งเรียกนายพรานว่า “มกโซ” โสฬส (2539) กล่าวว่าได้สัมภาษณ์ผู้รู้ชาวพม่า และได้รับคำอธิบายว่า คำว่า พราน ในภาษาพม่า ซึ่งเขียนว่า “มุฉุยะ” แต่อ่านออกเสียงได้ว่า “มกโซ” แต่ในวิถีชีวิตจริง เมื่อคนพม่าพูดถึงนายพราน จะออกเสียงว่า “มูเซ” เมื่อคนไทใหญ่เรียกชื่อชนกลุ่มนี้ตามอย่างคนพม่า จึงอาจจะออกเสียงเป็น “มูเซอ" Authony R.walker นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ได้กล่าวถึงบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับลาหู่ไว้ว่า (โปรดดู สมาคม IMPECT (2545), โสฬส (2539))
ก่อนคริสตศตวรรษที่ 19 ลาหู่เคยเร่ร่อนมาก่อน ต่อมาจีนได้ให้อำนาจการปกครองตนเองแก่ลาหู่ โดยให้หัวหน้ากลุ่มเป็นผู้รับสาส์นตราตั้งจากพระเจ้าจักรพรรดิ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ลาหู่ยังคงยอมอยู่ใต้อำนาจการปกครองของจักรพรรดิ แต่ภายหลังจากที่จีนได้เปลี่ยนแปลงการปก ครอง จีนได้ส่งเจ้าหน้าที่ทางทหารเข้าไปปกครองท้องถิ่น รวมทั้งดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนในแถบมณฑลยูนนาน อันเป็นที่อยู่อาศัยของชาวลาหู่ส่วนใหญ่ (ศาสตราจารย์ต้วน ลี เชิง นักมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มไว้ว่า ในปี 2525 มีลาหู่ 320,000 คน อยู่ในเขตอำเภอล้านช้างถึง 154,000 คน ฉะนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่า ชุมชนใหญ่ของลาหู่อยู่ที่อำเภอล้านช้าง ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน) ทำให้ชาวลาหู่ส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจ พากันกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจการปกครองของจีน
ในที่สุดผู้นำทางศาสนาคนหนึ่งได้รวบรวมศาสนิกตั้งตัวขึ้นเป็นขบถ จับอาวุธขึ้นต่อสู้ และมีการบันทึกไว้ว่า (โสฬส, 2539) ชาวลาหู่พร้อมด้วยอาวุธซึ่งประกอบด้วยหน้าไม้และลูกธนูอาบยาพิษ ได้ทำการต่อต้านทหารจีนอย่างเข้มแข็ง แต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ ลาหู่ส่วนใหญ่จำยอมอยู่ภายใต้อาณัติของจีน ยอมรับอำนาจการปกครองของจีนและยอมผสมผสานกับวัฒนธรรมจีนที่แผ่ขยายเข้ามาพร้อมกับอำนาจทางการเมืองจนกลายเป็นชาวจีน
แต่ก็ยังมีลาหู่อีกส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธการครอบงำทางวัฒนธรรม และไม่ยอมถูกกดขี่ก็พากันอพยพลงมาทางใต้ของประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน ลงไปถึงแคว้นเชียงตุงของพม่า ในปี 2525 มีตัวเลขแสดงให้เห็นว่ามีจำนวนชาวลาหู่อยู่ถึง 474,000 คน (สมาคม IMPECT, 2545)
ต่อมาเมื่อลาหู่ทนต่อการปกครองของทหารจีนไม่ไหว กลุ่มหนึ่งได้หนีอพยพลงมาอยู่ในแคว้นเชียงตุง ประเทศพม่า ขณะที่มีการอพยพนั้นเขตเชียงตุงอยู่ในอำนาจการปกครองของอังกฤษ Walker ได้อ้างรายงานของร้อยเอก Mc Leod นายทหารฝ่ายข่าวกรองของอังกฤษ ซึ่งได้บันทึกไว้เมื่อปี ค.ศ. 1837 เกี่ยวกับลาหู่ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มที่อพยพมาจากจีนว่า (โสฬส, 2539) ลาหู่รับเอาวัฒนธรรมการปกครองจากชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน โดยเรียกผู้นำที่มีฐานะทางสังคมสูงว่า “พญา” (Pha-ya)
แต่ก็ยังมีลาหู่อีกส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธการครอบงำทางวัฒนธรรม และไม่ยอมถูกกดขี่ก็พากันอพยพลงมาทางใต้ของประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน ลงไปถึงแคว้นเชียงตุงของพม่า ในปี 2525 มีตัวเลขแสดงให้เห็นว่ามีจำนวนชาวลาหู่อยู่ถึง 474,000 คน (สมาคม IMPECT, 2545)
ต่อมาเมื่อลาหู่ทนต่อการปกครองของทหารจีนไม่ไหว กลุ่มหนึ่งได้หนีอพยพลงมาอยู่ในแคว้นเชียงตุง ประเทศพม่า ขณะที่มีการอพยพนั้นเขตเชียงตุงอยู่ในอำนาจการปกครองของอังกฤษ Walker ได้อ้างรายงานของร้อยเอก Mc Leod นายทหารฝ่ายข่าวกรองของอังกฤษ ซึ่งได้บันทึกไว้เมื่อปี ค.ศ. 1837 เกี่ยวกับลาหู่ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มที่อพยพมาจากจีนว่า (โสฬส, 2539) ลาหู่รับเอาวัฒนธรรมการปกครองจากชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน โดยเรียกผู้นำที่มีฐานะทางสังคมสูงว่า “พญา” (Pha-ya)
เมื่อชาวลาหู่เข้ามาอยู่ในเขตเชียงตุง ประเทศพม่า ก็พบกับปัญหาสำคัญอีกหลายประการ โดยเฉพาะกับความพยายามของกลุ่มหมอสอนศาสนาชาวอังกฤษ ซึ่งพยายามโน้มน้าวให้ลาหู่ละทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมแล้วหันไปนับถือศาสนาคริสต์
ชาวลาหู่ซึ่งมีความศรัทธาต่อศาสนาดั้งเดิม ไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงเกิดการรวมกลุ่มขึ้น โดยมีผู้นำศาสนาดั้งเดิมคนหนึ่งชื่อ “มะแฮ” ได้ตั้งตนขึ้นเป็นผู้วิเศษ เพื่อรวบรวมบริวารต่อต้านการครอบงำจิตสำนึกของฝ่ายคริสตจักรอังกฤษ ซึ่งทำให้ชาวลาหู่จากที่ต่างๆ เดินทางไปแสวงบุญและมอบตัวเป็นบริวารกับปู่จองมะแฮเป็นจำนวนมาก จึงคิดวางแผนยึดเอาเมืองสาต (Hsat) เพื่อตั้งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรลาหู่ขึ้น ในที่สุดฝ่ายอังกฤษซึ่งปกครองพม่าอยู่ก็ต้องส่งกำลังเข้าปราบปราม แต่ฝ่ายของปู่จองมะแฮก็เตรียมรับมืออย่างแข็งขันด้วยการขุดคู ปักไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลมไว้รอบ ๆ ที่มั่น และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บริวารด้วยการแจกเทียนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งปู่จองมะแฮอ้างว่า เป็นตัวแทนแห่งอำนาจของพระเจ้าที่จะช่วยปกป้องบริวารมิให้ได้รับอันตรายจากอาวุธของฝ่ายตรงกันข้าม
Tags :
ชาติพันธุ์ลาหู่,
ชาวลาหู่,
ตำนานลาหู่,
ประวัติลาหู่
ชนเผ่าพื้นเมือง มาชโค ปิโร [Mashco Piro] ในประเทศเปรู
ชนเผ่าพื้นเมือง มาชโค ปิโร [Mashco-Piro] อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมานู ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรู ภาพถ่ายที่ปรากฏเห็นอยู่นี้ เป็นฝีมือของนักโบราณคดีที่ถ่ายได้ใกล้ชิดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
ชนเผ่าพื้นเมือง “มาชโค ปิโร” เป็นชนเผ่าที่แทบจะไม่ติดต่อกับโลกภายนอก พูดอีกแนวหนึ่งก็คือ ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างที่มนุษย์เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยที่ชนเผ่าพื้นเมืองนี้ยังคงใช้ชีวิตตามวิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมที่บรรพบุรุษสืบต่อกันมา การแต่งกายยังคงใช้วัสดุที่ทำจากไม้หรือฟันของสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้น การสื่อสารกันและกันยังใช้สัญญาณบอกรหัส (Code)
ทั้งนี้จากภาพที่บันทึกได้ล่าสุด พบว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างสวมเชือกวงกลมไว้ที่ข้อมือ หัวเข่าและศอก ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการขนย้ายสิ่งของ ขณะที่ผู้หญิงจะสวมกระโปรงที่ทำจากเส้นใยของเปลือกไม้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน พฤศจิกายน ปีที่แล้ว [น่าจะปี 2554] นิโคลัส ชาโค ฟลอเรส [Nicolás ‘Shaco’ Flores] นักโบราณคดี ซึ่งสามารถสื่อสารกับชนเผ่านี้ได้ ถูกธนูยิงปักอกเสียชีวิต หลังจากพยายามเข้าไปศึกษาชีวิตของชนเผ่า คาดกันว่า เป็นเพราะเขาถืออาวุธขนาดใหญ่และหม้อ เข้าไปด้วย จึงเกิดการแย่งชิงจากชนเผ่า เพราะของ ทั้ง 2 สิ่งนั้น ถือเป็นสิ่งมีค่าของชนเผ่านี้ และการเสียชีวิตของเขาทำให้การศึกษาความเป็นอยู่ของชนเผ่านี้ยากลำบากมาขึ้นไปอีก
ที่มา mthai
Tags :
ชนเผ่าในป่าลึก,
ชนเผ่าเปรู,
ชนเผ่า mashco piro
เด็กชนเผ่า ความหวังเพื่อเป็นไทย
- ของขวัญวันเด็กปี 2555 นี้ หนูอยากได้สัญชาติไทย
- อยากได้ของขวัญจากท่านนายรัฐมนตรี คือ สัญชาติไทย
- หนูเกิดในประเทศไทย หนูจึงเป็นคนไทยโดยกำเนิด
- แม้หนูเป็นชนเผ่า แต่หนูก็อยากมีสิทธิเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป
- ผู้ใหญ่ใจดี เห็นใจพวกหนูบ้าง เพราะบัตรประชาชนมีความสำคัญต่อพวกหนูมาก
- ถ้าไม่มีบัตร เหมือนไม่มีตัวตนในประเทศไทย
- ถ้าไม่มีสัญชาติไทย หนูก็ไม่สามารถกู้ยิมเงินเรียนต่อได้
ชนเผ่าพื้นเมืองมลาบรี (ชนเผ่ามลาบรี)
มลาบรีท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
ช่วงระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ชาวมลาบรีหรือตองเหลือง ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากวิถีที่เคยอิสระ หาอยู่หากินในป่า สู่สังคมใหม่ คนรุ่นเก่าต้องปรับตัวท่ามกลางปัจจัยและข้อกำจัดมากมาย ส่วนเด็กรุ่นใหม่ก็ถูกปรับให้เข้าสู่กระแสสังคมในปัจจุบัน
มลาบรี ถูกตั้งคำถาม...วันหนึ่งความเป็นมลาบรีจะถูกกลืนหายหรือไม่ มลาบรีจะดำรงตนอยู่อย่างไรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง
รู้จักกลุ่มมลาบรี
รู้จักกลุ่มมลาบรี
ชนเผ่ามลาบรีเหลืออยู่เพียง 300 กว่าคน ในอดีตชาวมลาบรี เคยอาศัยอยู่ในป่า มี ภูมิปัญญาเก็บของป่าล่าสัตว์ และการเอาตัวรอดในป่าได้เป็นอย่างดี แต่วันนี้มีเหตุปัจจัยหลายอย่างทำให้มลาบรีไม่สามารถดำรงวิถีในป่าได้อีกต่อไป ถึงชีวิตจะเปลี่ยนไป แต่ความทรงจำเมื่อครั้งยังเคยอยู่ป่า ไม่เคยจางหายโดยเฉพาะกับคนเฒ่าคนแก่ชาวมลาบรี
ที่สำคัญ เราจะได้รับบทเรียนดีๆที่มลาบรีจะมอบให้กับเรานั่นคือเรื่องของน้ำใจและการแบ่งปัน “กินคนเดียวไม่ได้ ต้องแบ่งกัน” ไปเรียนรู้วิธีคิดของมลาบรีและย้อนดูชีวิตของเราเอง
ชนเผ่าพื้นเมืองละเวือะ (ชนเผ่าละเวือะ)
ละว้า ลัวะ ละเวือะ คือใคร ?
ละว้า เป็นชื่อที่หลายคนอาจจะพอคุ้น เคยได้ยินอยู่บ้าง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร วรรณกรรม ศิลาจารึก ในฐานะนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่คำว่าลัวะ ก็เป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นหู
ในฐานะคนกลุ่มดั้งเดิมที่อาศัยทางตอนเหนือของไทย ส่วนคำว่าละเวือะ หลายคนแทบไม่เคยได้ยิน และไม่รู้จัก พันแสงรุ้งอาทิตย์นี้ ทีมงานพาไปทำความรู้จักกับวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนละเวือะ ในหมู่บ้านที่ยากจะมีโอกาสไปถึง กลางดงดอยอันห่างไกลที่บ้านป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
คนละเวือะ หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อของ ลัวะ หรือละว้า อาศัยอยู่ใน 2 จังหวัดทางภาคเหนือตอนบน คือจ.แม่ฮ่องสอน และจ.เชียงใหม่ มีหลายหมู่บ้านที่ประเพณี วัฒนธรรมบางอย่างค่อยๆกลายกลืน หรือถูกผสมผสานไป แต่ก็มีบางหมู่บ้านที่ยังคงรักษาและสืบทอดประเพณี ความเชื่อดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น
ทุกปีหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว คนละเวือะบ้านป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน จะมีพิธีเลี้ยงผีหมู่บ้าน หรือที่เรียกว่าโนกตะเฆอ-อิญ ถือเป็นงานสำคัญของหมู่บ้าน เพราะทุกตระกูลต้องมาร่วมทำพิธีเพื่อขอบคุณและขอกำลังใจในฤดูกาลผลิตต่อไป ถือเป็นพิธีแห่งการเฉลิมฉลองและต้อนรับปีใหม่ของคนละเวือะ
ชนเผ่าพื้นเมืองอึมปี้ (ชนเผ่าอึมปี้) บ้านดง
ประเทศไทยมีกลุ่มภาษาวิกฤติหรือภาษาที่ใกล้จะสูญสลายอยู่ 14 กลุ่มภาษา ที่ผ่านมาพันแสงรุ้งได้เคยนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาในกลุ่มภาวะวิกฤติ ไปแล้วอย่างเช่น ญัฮกุร กว๋อง ชอง โส้ทะวือ ภาษาในภาวะวิกฤติเหล่านี้หากสูญสลาย ก็เท่ากับสูญเสียอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา องค์ความรู้ต่างๆที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์
บ้านดง อ.เมือง จ. แพร่ หมู่บ้านเล็กๆ เพียง 300 กว่าหลังคาเรือน ที่ใช้ภาษาอึมปี เพียงชุมชนเดียวในประเทศไทย แม้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่หลากหลาย ทั้งคนไทยวน ไทลื้อและชุมชนตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองแพร่มากนัก แต่ผู้คนที่นี่ยังคงรักษาภาษาและความเชื่อดั้งเดิมประเพณีพิธีกรรมของคนอึมปีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกัน ก็เรียนรู้รับปรับตัวกับวัฒนธรรมประเพณีที่อยู่รายล้อมได้อย่างลงตัว เรียนรู้เรื่องราวการปรับตัวของคนอึมปี้ ผ่านเทศกาลงานสงกรานต์และพิธีไหว้เทวดา พิธีศักดิ์สิทธิ์ของคนอึมปี
บ้านดง อ.เมือง จ. แพร่ หมู่บ้านเล็กๆ เพียง 300 กว่าหลังคาเรือน ที่ใช้ภาษาอึมปี เพียงชุมชนเดียวในประเทศไทย แม้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่หลากหลาย ทั้งคนไทยวน ไทลื้อและชุมชนตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองแพร่มากนัก แต่ผู้คนที่นี่ยังคงรักษาภาษาและความเชื่อดั้งเดิมประเพณีพิธีกรรมของคนอึมปีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกัน ก็เรียนรู้รับปรับตัวกับวัฒนธรรมประเพณีที่อยู่รายล้อมได้อย่างลงตัว เรียนรู้เรื่องราวการปรับตัวของคนอึมปี้ ผ่านเทศกาลงานสงกรานต์และพิธีไหว้เทวดา พิธีศักดิ์สิทธิ์ของคนอึมปี
ทีมงานพันแสงรุ้ง ลงพื้นที่ไปที่ บ้านดง อ.เมืองจังหวัดแพร่ ที่ใช้ภาษาอึมปี้ เพียงชุมชนเดียวในประเทศไทย สิ่งที่น่าสนใจ แม้ที่นี่จะใช้ภาษาอึมปี้อยู่เพียงแห่งเดียว แต่ยังใช้กันเกือบในทุกครัวเรือน เมื่อเทียบกับกลุ่มภาษาวิกฤติในกลุ่มอื่นๆ อะไรที่ทำให้คนอึมปี้ที่บ้านดงยังใช้ภาษาอึมปี้ได้อย่างเหนียวแน่น และคนอึมปี้เป็นใครมาจากไหน




























