Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลินิกอาข่า ต้นแบบการรักษา แนวแพทย์ผสมผสาน



ในเพิงพัก แม่เฒ่าเผ่าอาข่ากำลังนั่งมองลายมือเด็กน้อยน้ำตาเอ่อที่นั่งห่อไหล่อยู่ ฝั่งตรงข้าม ด้านหลังเด็กน้อยบรรดาผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่างจ้องมาทางแม่เฒ่าไม่คลาดสายตา เด็ก ๆ ที่อยู่ด้านนอกชะเง้อมองการพิเคราะห์โรคผ่านช่องลมข้างโต๊ะ แม่เฒ่านิ่ง...นำสายสิญจน์มาผูกมือเด็กน้อยแล้วพูดด้วยเสียง เนิบ ๆ ผู้ใหญ่ยิ้ม-แม่เฒ่ายิ้ม-เด็ก ๆ ยิ้ม

การวินิจฉัยโรคของ “ยีผ่า” อันเป็นพิธีกรรมการวินิจฉัยโรคของหมอประจำหมู่บ้านแม่จันใต้ ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย จบลงด้วยรอยยิ้ม

คนหนุ่มร่างสันทัดในเสื้อกาวน์ยืนยิ้มอยู่ห่าง ๆ กับความสำเร็จที่ตนเองได้สร้างขึ้น ในการผนวกนำเอาแพทย์ แผนปัจจุบันกับการรักษาแบบพื้นบ้านชาวอาข่ามารวมกันในที่เดียว แต่กว่าจะเกิดรอยยิ้มวันนี้คนหนุ่มอย่าง ธรพล เฌอมือ (อาจือ) แพทย์แผนไทยอิสระ เชื้อสายอาข่า ต้องผ่านการพิสูจน์มานักต่อนัก

หมู่บ้านอันห่างไกลความเจริญเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ “อาจือ” อยากเป็นหมอ เพราะเมื่อตอนเด็ก ๆ บ่อยครั้งแม่ต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมือง การเดินทางต้องขี่ม้าเพื่อไปต่อรถสองแถว ครั้นพอไปถึงแล้วสื่อสารกับหมอไม่เข้าใจเนื่องจากพูดภาษาไทยไม่ได้ อาชีพหมอจึงผ่านเข้ามาในความคิด แต่พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็หันเหมาเรียนหลักสูตรแพทย์แผนไทย เพราะการเรียนแพทย์แผนปัจจุบันใช้เงินเรียนสูง ขณะที่เป้าหมายชีวิตคือ หมอบนดอย ที่มีความลำบากครั้นจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบันต้องขนเครื่องมือราคาแพงขึ้นมา รักษา ซึ่งการเรียนแพทย์แผนไทยจะสามารถใช้พืชสมุนไพรที่มีอยู่ทั่วไปได้

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด โครงการคลินิกเคลื่อนที่ เพื่อสุขภาพสู่ชาวเขา โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) “อาจือ” มองว่า การรักษาชาวอาข่าที่ยังมีความเชื่อเรื่องภูตผีในหมู่คนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ขณะที่คนรุ่นใหม่หลายคนไม่ใช้การรักษาแบบเดิม ซึ่งเมื่อมีการนำความรู้พื้นบ้าน มาใช้ จึงเกิดแนวคิดการออกตรวจโดยมีทั้งการรักษาแบบเดิมโดยใช้ยาสมุนไพรและการ รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน

“เราพยายามคำนึงถึงการรักษาเพื่อให้สุขภาพดีและทำให้จิตใจมีความสุขไม่วิตก กังวล เช่น บางรายตกเขาจนได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง แพทย์แผนไทยอาจช่วยได้ยากจึงต้องให้คนไข้พบแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งหลังจากนั้นจะอยู่ในช่วงการพักฟื้น ซึ่งสามารถใช้ยาแผนไทยในการบำรุงและสามารถนำหมอพิธีกรรมมาทำพิธีเพื่อให้ เกิดความสบายใจแก่คนไข้และญาติพี่น้อง”

โดยเมื่อคนไข้มาหา หมอจะทำการคัดกรอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 1.สมุนไพรบำบัด หรือ “นะซึสล่า” เพื่อบำรุงและคัดกรองเบื้องต้น 2.กายภาพบำบัด มีหลายวิธี เช่น หมอนวด หรือ “ส่ากู่เง่” คือผู้ที่มีความชำนาญด้านการนวดเอ็น ขณะที่ ย่ำข่าง หรือ ซุ้ม เน เนอะ เป็นการรักษาโดยไม่ทราบสาเหตุ ด้าน “ซากือ” เป็นการรักษาอาการปวดเวียนศีรษะ ในกรณีที่กระดูกหัก ซึ่งหมออาข่ามีความชำนาญอย่างมาก

3.พิธีกรรมบำบัด คือ “พิมะ” หมอที่ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยโรค ที่ไม่ทราบสาเหตุ และทำหน้าที่รักษาด้วยบทสวด ซึ่งจะมี

ความแตกต่าง กันไปตามโรคที่เจ็บป่วย การรักษาบางทีทำหน้าที่เป็นผู้ สะเดาะเคราะห์ตามคำวินิจฉัย ด้าน “สะมะ” คือ หมอที่มีพรสวรรค์เรียกว่าผู้ที่มีสัมผัสที่หกด้านการมองเห็นความเจ็บป่วย ที่เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติกระทำ สามารถวินิจฉัยโรคด้วยการสัมผัส การซักถาม การสังเกตอาการ แล้วจึงวินิจฉัย อาจใช้ยาสมุนไพรควบคู่พิธีกรรมหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วน “ยีผ่า” อาจเทียบเคียงได้กับหมอทรง โดยเข้าทรงแล้วเดินทางไปสู่โลกหลังความตาย เพื่อตามขวัญของผู้ป่วย เมื่อเจอขวัญแล้วจะนำกลับมา อาจเกิดการต่อรองระหว่าง “ยีผ่า” กับวิญญาณร้าย เช่น วิญญาณร้ายอาจขอไก่ 1 ตัว ซึ่งจะทำการสะเดาะเคราะห์ต่อไป 4.หมอตำแย “ย่าชีอ่าม่า” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำคลอดและดูแลหลังคลอด

สำหรับโรคที่คนอาข่าเป็นบ่อยคือ โรคปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากการทำงาน โรคทางเดินหายใจในช่วงเปลี่ยนฤดู โรคทางเดินอาหาร เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร โรคผิวหนัง ที่เกิดจากสารเคมีที่ทำการเกษตร

การออกตรวจโดยร่วมกันระหว่างแพทย์สมัยใหม่กับหมอท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นต้องทำการอบรมเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับข้อดีของแต่ละ ศาสตร์เพื่อให้ทุกฝ่ายเปิดใจ และทำการรักษาร่วมกัน ซึ่งหมอที่ทำด้านพิธีกรรมบางคนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพราะลูกหลานรุ่นใหม่บาง คนไม่ยอมมารักษา แต่ พอมาเข้าร่วมรักษาทุกฝ่ายต่าง มีความภูมิใจในตนเองและเปิดใจยอมรับแพทย์ทางเลือกมากขึ้น

สิ่งที่ช่วยอย่างมากในการทำงานร่วมกันเกิดจากแผนแม่บทปัจจุบันที่บังคับให้ โรงพยาบาลมีแพทย์แผนไทยประจำอย่างน้อย 1 คน ทำให้คณะแพทย์อาข่าสามารถติดต่อกับแพทย์แผนปัจจุบันได้ด้วยแพทย์แผนไทยที่ อยู่ในโรงพยาบาลเป็นผู้ประสานและพูดคุยทำความเข้าใจในการทำงาน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายในอนาคตที่ต้องพยายามทำให้แพทย์ทั้งสองฝ่าย ในหลายพื้นที่เปิดใจเข้าหากันมากขึ้น

ส่วน เบทู เชอมือ ชาวอาข่าในหมู่บ้านแม่จันใต้ กล่าวว่า หมู่บ้านห่างจาก โรงพยาบาลกว่า 50 กิโลเมตร การเดินทางส่วนใหญ่มีความลำบากเนื่องจากถนนยัง เป็นดินแดง การออกหน่วย รักษาโดยผสมผสานระหว่างหมอ อาข่าและหมอแพทย์แผนไทย ทำให้คนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านได้รู้จักการรักษาแบบดั้งเดิม ขณะ ที่คนรุ่นเก่าก็ได้รู้ถึงการรักษาแบบใหม่

การรักษาของหมออาข่าที่ส่วนใหญ่มักไม่บอกผู้อื่นทำให้ศาสตร์ที่ติดตัวหายไป พร้อมกับการเสียชีวิตของหมอผู้เฒ่า แต่การมารักษาร่วมกันทำให้ได้เรียนรู้การรักษายาสมุนไพรที่ช่วยให้รู้ว่า เมื่อเกิดอาการขึ้นควรใช้สมุนไพรตัวไหน อนาคตจึงอยากให้ภาครัฐหันมาสนใจการรักษาร่วมกันทั้งแบบปัจจุบันและพื้นบ้าน มากขึ้นเพื่อรักษาความรู้เก่า ๆ ไว้

ศาลาที่พักด้านนอกในหมู่บ้าน แม่บ้านชาวอาข่าตั้งวง หยิบซองยาที่หมอจ่ายให้ขึ้นมาถกเถียง และให้คนที่อ่านภาษาไทยออกอธิบาย สังคมเอื้อเฟื้อได้เริ่มขึ้น.

ทีมวาไรตี้ http://www.dailynews.co.th

0 Comments:

แสดงความคิดเห็น